
ประวัติหมู่บ้าน
ปี พ.ศ. ๒๒๖๐ มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งอพยพจากบ้านหินกองสองชั้น บริเวรเมืองทุ่ง (หรือเรียกว่าบริเวรเมืองสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นอำเภอสุวรรณภูมิ จัหงวัดร้อยเอ็ด ในปัจจุบัน) เพื่อมาตั้งรกรากใหม่โดยให้ชื่อว่า “บ้านขี้เหล็ก” (หมู่ที่ ๑๐ ตำบลสะอาดสมบูรณ์) ซึ่งบ้านขี้เหล็กนี้ (ในปัจจุบัน) อยู่ทางใต้ ห่างจากบ้านป่าเพิ่มประมาณ ๒ กิโลเมตร ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งของบ้านขี้เหล็ก นำโดยพ่อใหญ่หลางแพ่ง มาตย์วิเศษ อพยพมาตั้งหมู่บ้านใหม่ โดยหลางแพ่งไปตั้งหมู่บ้านหนองพานแย (ตำบลแคนใหญ่) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากบ้านป่าเพิ่มประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ส่วนผู้อพยพติดตามรวมกลุ่มกันตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่ โดยบริเวรนี้เป็นป่ารกชัฎ มีมันป่าชนิดหนึ่งชื่อว่า “มันเพิ่ม” ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านผู้อพยพจึงตั้งชื่อบ้านใหม่นี้ว่า “บ้านป่าเพิ่ม” ในอีกส่วนหนึ่งซึ่งไกล้กันมีป่าไม้เนื้ออ่อนคือ “ต้นเป้า” และมีหนองน้ำซึ่งต้นเป้าขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านผู้อพยพจึงตั้งชื่อบ้านเป็น “บ้านดอนเป้า” ซึ่งปัจจุบันเป็นคุ้มเล็กของบ้านป่าเพิ่ม ผู้อพยพมาตั้งบ้านประกอบด้วนกลุ่มเครือญาติจำนวน ๕ กลุ่ม คือ
๑. กลุ่มพ่อใหญ่อัญญาสุวรรณ ไชยวงศ์
๒. กลุ่มพ่อใหญ่หมอยา แม่ใหญ่นาง มาสนา
๓. กลุ่มพ่อใหญ่คง แม่ใหญ่พัน กลางพิลา
๔. กลุ่มพ่อใหญ่ขุนภักดี วรรณี
๕. กลุ่มพ่อใหญ่ขุนเมืองนนท์ มาตย์วิเศษ (คุ้มดอนเป้า)
ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๔๙๒ ชาวบ้านได้ข่าวการจับจองที่ดินทำกิน เนื่องจากที่ดินบริเวณบ้านป่าเพิ่มมีจำนวนจำกัด ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงอพยพไปตั้งรกรากบริเวรบ้านหัวฝาย (อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น) และนับจากตั้งหมู่บ้านบ้านป่าเพิ่มจนถึงปัจจุบันมีผู้ใหญ่บ้านปกครองหมู่บ้าน จำนวน ๑๐ คน คือ
๑. นายคำ มูลอารีย์
๒. นายจารย์ซาสอน มาสนา
๓. นายศรี บุตรใส
๔. นายสุบิน อุประจันทร์
๕. นายพันธ์ วรรณี
๖. นายบุญศรี วรรณี
๗. นายแสวง วรรณี
๘. นายยงยุทธ์ ละอองเอก
๙. นายใจ มาสนา
๑๐. นายอดุลย์ จอมคำสิงห์
ข้อมูลทางกายภาพ
บ้านป่าเพิ่มมีพื้นที่ประมาณ ๗๕๕ ไร่ โดยเป็นพื้นที่นา จำนวน ๖๘๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาดอน บริเวรติดลำห้วยกุดน้ำใส ทางทิศใต้ของหมู่บ้านประมาณ ๑๕๐ ไร่ ดินเป็นดินทราย ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ กักเก็บน้ำไม่อยู่ ฤดูฝนน้ำใหลบ่าดินพังทลาย ไม่มีภูเขา มีป่าละเมาะ (ดอนปู่ตา) พื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ อยู่ทางทิศใต้เขตบ้านขี้เหล็ก มีหนองน้ำจำนวน ๒ แห่ง คือ หนองสิม และ หนองชีชื่น ส่วนใหญ่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน และปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ยกเว้นปี ๒๕๔๓ ประสบปัญหาน้ำท้วม โดยเฉพาะน้ำท้วมแปลงกล้า ฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็น
โครงสร้างพื้นฐาน
บ้านป่าเพิ่มแบ่งเป็น ๒ คุ้ม ข้อมูลที่ได้ปรากฏดังนี้
วัด - มีจำนวน ๒ แห่ง คือ วัดอุดมไพรสณฑ์ (คุ้มดอนเป้า) และวัดดอนเป้า (คุ้มดอนเป้า)
โรงเรียน - เด็กๆ ในระดับประถมศึกษาเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนบ้านขี้เหล็ก (สำหรับเด็กบ้านป่าเพิ่ม) ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๒ กิโลเมตร และโรงเรียนบ้านดงเค็ง (คุ้มดอนเป้า) ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน ๑ กิโลเมตร ในระดับมัธยมศึกษาส่วนใหญ่เรียนที่โรงเรียนบ้านแมต (โงเรียนสตรีศึกษา ๒) ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๑๑ กิโลเมตร และโรงเรียนในตัวจังหวัด ซึ่งหางจากหมู่บ้านประมาณ ๒๕ กิโลเมตร โดยอาศัยรถโดยสารประจำทาง
หนองน้ำสาธารณะ – มีจำนวน 2 แห่ง คือหนองสิม (คุ้มป่าเพิ่ม) ขนาด 7 ไร่ 3 งาน และหนองชีชื่น (คุ้มดอนเป้า) ขนาด 4 ไร่คุณภาพของน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ส่วนใหญ่ใช้ในการเกษตร
โรงสี - มีโรงสีส่วนตัว จำนวน 3 แห่งเป็นโรงสีขนาดเล็กไม่เกิน 20 แรงม้า 1 โรงและขนาด 20-50 แรงม้า 2 โรง
ร้านค้า - มีจำนวน 7 ร้าน เป็นร้านขายของชำ จำนวน 6 ร้าน ในจำนวนนี้ขายอาหารด้วยจำนวน 3 ร้าน และร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ 1 ร้าน
ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน – จำนวน ๑ เห่ง สถานีอนามัยอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๔ กิโลเมตร
ศาลากลางบ้าน – จำนวน ๑ แห่ง โดยจัดทำเป็นศูนย์ข้อมูลหมู่บ้าน
หอกระจายข่าว – จำนวน ๒ แห่ง
สาธารณูปโภค – ระบบสาธารณูปโภคของบ้านป่าเพิ่มอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือน มีปะปาหมู่บ้านซึ่งเป็นน้ำอุปโภคสำหรับครัวเรือนจำนวน ๓๖ หลังคาเรือน มีบ่อน้ำบาดาลเป็นบ่อสาธารณะ ๓ บ่อ (กรมโยธาธิการ/กรมทรัพยากรธรณี/กรมอนามัย) อยู่ในสภาพใช้การได้ มีบ่อบาดาลส่วนตัว (บ่อตอก) จำนวน ๗๖ บ่อ ใช้งานได้ ๕๙ บ่อ โดยใช้อุปโภคและการเกษตร ส่วนน้ำดื่มนั่น ส่วนใหญ่บริโภคน้ำฝนโดยมีโอ่งน้ำขนาด ๒,๐๐๐ ลิตร ครัวเรือนละ ๑-๕ ใบ
การคมนาคม
บ้านป่าเพิ่ม อยู่ห่างจากอำเภอเมืองร้อยเอ็ดประมาณ ๑๗ กิโลเมตร โดยเป็นทางลาดยางทั้งหมด ใช้เวลาในการเดินทาง ๓๐ นาที ในหมู่บ้านเป็นถนนคอนกรีตระยะทาง ๓๐๐ เมตร ลาดยาง ๒ กิโลเมตร และทางดิน ๖๒๐ เมตร ในการติดต่อกับจังหวัดมีรถสองแถวประจำทางวิ่งสม่ำเสมอวันละ ๔-๖ เที่ยว ในการติดต่อกับหมู่บ้านไกล้เคียงใช้รถจักรยานยนต์ส่วนตัวและรถจักรยานเป็นพาหนะ โดยถนนเชื่อมหมู่บ้านเป็นทางลาดยางและทางลูกรัง ซึ่งมีสภาพไม่ค่อยดีนักในช่วงหน้าฝน
สภาพเศรษฐกิจ
ครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยตามข้อมูล จปฐ. ปี ๒๕๕๒ ข้อ ๒๙ จำนวน ๑๙,๗๙๘ บาท/คน/ปี โดยไม่ผ่านเกณฑ์ (มีรายได้น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี) จำนวน ๖๐ ครัวเรือน ในการประกอบอาชีพนั้น ครัวเรือนทั้งหมดมีอาชีพหลักในการทำนา (จำนวน ๘๓ ครัวเรือน) โดยทำนาปีละ ๑ ครั้ง ผลผลิตต่อไร่ ๒๕๐ กิโลกรัม/ไร่ ราคาขายข้าวเปลือกหอมมะลิ กิโลกรัมละ ๑๐ บาท (ปี ๒๕๕๒) พื้นที่ทำนาส่วนใหญ่เป็นโฉนดแบ่งได้ดังนี้
ทำนาพื้นที่ไม่เกิน ๕ ไร่ จำนวน ๑๘ ครัวเรือน
ทำนาพื้นที่ ๖-๑๐ ไร่ จำนวน ๒๗ ครัวเรือน
ทำนาพื้นที่ ๑๑-๒๐ ไร่ จำนวน ๑๖ ครัวเรือน
ทำนาพื้นที่ ๒๑-๓๕ ไร่ จำนวน ๒๒ ครัวเรือน
ครอบครัวมีอาชีพเสริมได้แก่
ปลุกยาสูบเตอร์กิส จำนวน ๖๐ ครอบครัว ในปี ๒๕๕๒ มีพื้นที่ปลูก ๑๘๐ ไร่ (ครัวเรือนละ ๒-๔ ไร่) โดยผลผลิตไร่ละ ๒๐๐ กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ ๔๕ บาท รายได้เฉลี่ย ๙,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท โดยทีโรงงานเป็นผู้รับซื้อ การปลูกยาสูบเป็นการผลิตตามโควต้าของโรงงาน และความสามารถในการปลูกของเกษตรกร การกล้ายาสูบจะเริ่มราวปลายเดือนตุลาคม – เดือนพฤษจิการยน เริ่มปลูกเดือนธันวาคม – เดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวตั้งแต่มกราคมจนถึงเมาษายน (การเริ่มกล้ายาขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่และชาวบ้าน) เมื่อเก็บยามาแล้วจะนำมาทำการร้อยและตากยา เพื่อให้ความชื้นลดลงจนพอเหมาะ ขั้นตอนนี้จะมีการร้อยเป็นพวกและมีการใช้แรงงานครอบครัว (รวมทั้งเด็ก) และมีการจ้างแรงงานท้องถิ่นในรายที่ปลูกมากและมีรายได้น้อย เมื่ออัดยาเป็นก้อนแล้วจะนำส่งโรงงานตามวันที่โรงงานกำหนด